ปัจจุบันน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศไทยมีหลายประเภทขึ้นอยู่กับสภาพการใช้รถและความต้องการของผู้ใช้ สมัยก่อนการเติมน้ำมันมีเพียงเบนซินธรรมดากับพิเศษ แต่ปัจจุบันมีน้ำมันเชื้อเพลิงเกิดขึ้นอีกหลายประเภท ทำเอานักขับเกิดความสงสัยเวลาเลี้ยวเข้าปั๊มน้ำมัน วันนี้ PETROMAT จะมาแนะนำให้รู้จักกับนํ้ามันเชื้อเพลิงที่เกิดขึ้นใหม่ให้ได้หายสงสัยกัน ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกับคำว่าน้ำมันเชื้อเพลิงกันก่อนว่ามันคืออะไร มีกี่ประเภท ใช้สำหรับรถยนต์ประเภทไหน เพื่อเราจะได้เติมน้ำมันได้อย่างถูกต้อง

น้ำมันเชื้อเพลิง หมายถึง ของเหลวที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบแล้วนำมาปรับปรุงคุณภาพให้เหมาะสมต่อการใช้งาน เพื่อใช้เผาให้เป็นพลังงานในการขับเคลื่อนของเครื่องยนต์ เครื่องเทอร์ไบน์ หรือใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น ต้มน้ำในหม้อไอน้ำ (Boiler) ใช้ในเตาอบเครื่องปั้นดินเผา ในโรงงานเซรามิก ใช้ในการทำความร้อน ให้แสงสว่าง เป็นต้น โดยทั่วไปน้ำมันเชื้อเพลิงที่จำหน่ายในสถานีบริการจะมีอยู่ 2 ประเภท คือ เบนซิน และดีเซล ซึ่งราคาก็แตกต่างกันไป เรามาดูกันว่าน้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละประเภทต่างกันอย่างไร และรถที่เราใช้อยู่ ควรเติมน้ำมันเชื้อเพลิงแบบไหนดี

น้ำมันเชื้อเพลิงเบนซิน (GASOLINE)

          น้ำมันเบนซินเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงส่วนที่เบาที่สุด ที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ ส่วนนี้เรียกว่า แนฟธา (Naphtha) แล้วจึงนำมาปรับปรุงคุณภาพ ที่สำคัญคือการเพิ่มค่าออกเทนน้ำมันเบนซิน ปัจจุบันมี 2 ประเภท คือ น้ำมันเบนซินรถยนต์ (Motor Gasoline) และน้ำมันเบนซินอากาศยาน (Aviation Gasoline) ซึ่งทั้งสองประเภทนี้มีข้อแตกต่างกันตรงที่น้ำมันอากาศยานจะมีค่าออกเทนสูงกว่าน้ำมันเบนซินรถยนต์มาก

เบนซิน ออกเทน 95 รถทุกคันที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงชนิดเบนซินสามารถเติมน้ำมันชนิดนี้ได้หมด เนื่องจากเป็นน้ำมันที่ไม่มีส่วนผสมของเอทิลแอลกอฮอล์และมีค่าออกเทนสูง มีการเผาไหม้ของเครื่องยนต์สมบูรณ์ ให้กำลังของการจุดระเบิดสูง สมรรถนะการขับขี่ตอบสนองได้เร็ว แต่ก็มีราคาที่สูงกว่าน้ำมันชนิดอื่นๆ

เบนซิน ออกเทน 91 รถทุกคันสามารถใช้ได้ยกเว้นรถที่มีระบุไว้ว่าเติมน้ำมันชนิดเบนซินออกเทน 95 เท่านั้น เป็นน้ำมันที่ไม่มีส่วนผสมของเอทิลแอลกอฮอล์และมีค่าออกเทนต่ำกว่าออกเทน 95 ลงมา สมรรถนะการขับขี่ตอบสนองได้เร็วเป็นรองออกเทน 95 เล็กน้อย แทบจะไม่เห็นผล ต้องพิสูจน์ด้วยการนำรถเข้าทดสอบที่ห้องปฏิบัติการจึงจะรู้ได้อย่างชัดเจน ปัจจุบันภาครัฐทำการยกเลิกการขายน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดนี้ไปแล้ว


น้ำมันแก๊สโซฮอล์ (Gasohol)

เริ่มจากแนวคิดพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในการหาสิ่งทดแทนพลังงานของน้ำมันรวมถึงการแก้ปัญหาราคาตกต่ำของพืชผัก โดยแนวทางหลัก ๆ คือใช้แอลกอฮอล์ที่สกัดจากพืชของเกษตรกรไทย เช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพด ข้าว และอ้อย ที่เรียกว่าเอทานอลหรือเอทิลแอลกอฮอล์ มาผสมผสานกับน้ำมันเบนซินจนกลายมาเป็นพลังงานทดแทนแก๊สโซฮอล์ในปัจจุบัน ซึ่งสังเกตเห็นได้ว่าจะมีตัว E และตามด้วยตัวเลข แสดงถึงจำนวนเปอร์เซ็นต์ที่มีเอทานอลผสมอยู่นั่นเอง

น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 (E10)

เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงในกลุ่มของแก๊สโซลีนที่ถูกผลิตมาให้ใช้แทนเบนซินออกเทน 95 โดยมีส่วนผสมของน้ำมันเบนซินออกเทน 95 : 9 ส่วน และเอทานอลที่มีความบริสุทธิ์ 99.5% : 1 ส่วน ทำให้แก๊สโซฮอล์ที่ออกมามีออกเทนเทียบเท่ากับเบนซิน 95 ส่วนใหญ่ในปั้มน้ำมันจะมีให้บริการมากกว่าน้ำมันที่เป็นออกเทน 95

น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 (E10)

เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของน้ำมันเบนซินออกเทน 91: 9 ส่วน ผสมกับเอทานอล ที่มีความบริสุทธิ์ 99.5% : 1 ส่วน มีข้อดีคือ ราคาถูกและเป็นที่นิยมอย่างมาก ไม่มีผลกระทบต่อสมรรถนะเครื่องยนต์และอัตราการเร่งไม่แตกต่างจากน้ำมันเบนซินออกเทน 91 มากนัก

น้ำมันดีเซล เกรดพรีเมี่ยม

น้ำมันดีเซลเกรดพรีเมียมของแต่ละแบรนด์จะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป แต่โดยส่วนใหญ่จะเป็นน้ำมันตัวพิเศษที่มีราคาสูงกว่าแบบปกติ ข้อดีคือ มีการเผาไหม้ที่หมดจด ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ทำงานได้อย่างเต็มที่ ช่วยชะล้างสิ่งสกปรกภายในเครื่องยนต์ได้

น้ำมันแก๊สโซฮอลล์ E85

เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของน้ำมันเบนซินออกเทน 95 : 15% ผสมกับเอทานอล 85% เป็นน้ำมันที่มีราคาถูกที่สุด เพราะมีปริมาณส่วนผสมของน้ำมันเบนซินออกเทนที่ค่อนข้างน้อย มีการระเหยสูง เพราะมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์มาก หากมีการขับขี่ในระยะทางไกล ๆ เป็นระยะเวลานาน จะสังเกตได้ถึงการเผาไหม้ที่ไวกว่าน้ำมันชนิดอื่น เเม้จะมีราคาถูก แต่ก็ต้องเติมน้ำมันบ่อยกว่าชนิดอื่น ๆ และสมรรถนะในการขับขี่ไม่เทียบเท่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินแบบธรรมดา น้ำมันแก๊สโซฮอลล์ E85 ต้องใช้กับรถยนต์ FFV (Flexible Fuel Vehicle) เท่านั้น หากรถของคุณไม่ได้ระบุว่าสามารถเติมน้ำมันแก็สโซฮอล์ E85 ก็ห้ามเติมโดยเด็ดขาด เพราะจะส่งผลให้เครื่องยนต์เร่งไม่ขึ้น สะดุด และสตาร์ทติดยาก


น้ำมันเชื้อเพลิงดีเซล

เป็นส่วนหนึ่งของน้ำมันดิบที่ได้จากโรงกลั่นน้ำมัน (เช่นเดียวกับน้ำมันเบนซิน) ซึ่งเป็นน้ำมันที่เรียกว่าน้ำมันใสหรือ Distillate Fuel มีจุดเดือดสูงอยู่ที่ประมาณ 180-370 องศาเซลเซียส เครื่องยนต์ดีเซลเป็นเครื่องยนต์ที่มีแรงอัดสูง (High Compression) และสามารถจุดระเบิดได้เอง การจุดระเบิดของเชื้อเพลิงชนิดนี้เกิดขึ้นมาจากความร้อนของแรงอัดสูงของอากาศในกระบอกสูบ โดยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้หัวเทียน น้ำมันดีเซลสามารถแบ่งตามคุณสมบัติที่ใช้ คือ

น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว (HSD: High Speed Diesel Oil)

เป็นที่รู้จักกันในชื่อ น้ำมันโซล่า ใช้กับเครื่องยนต์ที่มีความเร็วรอบสูงเกิน 1,000 รอบต่อนาทีขึ้นไป (Automotive Diesel Oil หรือ Gas Oil) เช่น รถยนต์ รถบรรทุก เรือประมง เรือโดยสาร รถแทรกเตอร์ เครื่องยนต์ประเภทนี้ จำเป็นต้องใช้น้ำมันที่มีค่าซีเทนสูงและมีการะเหยเร็ว มิฉะนั้นเครื่องยนต์จะเดินไม่สะดวก ถ้าใช้กับเรือเดินสมุทรมักเรียกว่า Marine Gas Oil

น้ำมันดีเซลหมุนช้า (LSD: Low Speed Diesel Oil)

ใช้กับเครื่องยนต์ที่มีความเร็วรอบต่ำกว่า 1,000 รอบต่อนาที (Industrial Diesel Oil) เช่น เครื่องจักรกล เป็นน้ำมันผสมระหว่างน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว (Distillate Fuel) และน้ำมันเตา (Fuel Oil, FO หรือ Heavy Fuel Oil, HFO) ในอัตราส่วนที่มีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดของกระทรวงพาณิชย์

น้ำมันดีเซล เกรดพรีเมี่ยม

น้ำมันดีเซลเกรดพรีเมียมของแต่ละแบรนด์จะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป แต่โดยส่วนใหญ่จะเป็นน้ำมันตัวพิเศษที่มีราคาสูงกว่าแบบปกติ ข้อดีคือ มีการเผาไหม้ที่หมดจด ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ทำงานได้อย่างเต็มที่ ช่วยชะล้างสิ่งสกปรกภายในเครื่องยนต์ได้

ไบโอดีเซล เป็นเชื้อเพลิงเหลวที่ผลิตจากน้ำมันพืชและไขมันสัตว์ เช่น ปาล์ม สบู่ดำ มะพร้าว ทานตะวัน ถั่วเหลือง เมล็ดเรพ และน้ำมันพืช/น้ำมันสัดว์ที่ผ่านการใช้งานแล้ว นำมาทำปฏิกิริยาทางเคมี “transesterification” ร่วมกับเมทานอลจนเกิดเป็นสารเอสเทอร์ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซล เรียกว่า “ไบโอดีเซล” หรือ “B100”

น้ำมันไบโอดีเซล B7

น้ำมันไบโอดีเซล B7 คือ น้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซล 7% และสารเติมแต่งคุณภาพสูงที่ช่วยชะล้างทำความสะอาดเครื่องยนต์ ป้องกันการเกิดสนิม ลดมลพิษ

น้ำมันไบโอดีเซล B10

น้ำมันไบโอดีเซล B10 คือ น้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซล 10% เนื่องจากน้ำมันดีเซล B10 เป็นของแข็งที่อุณหภูมิสูงกว่าน้ำมันดีเซลปกติและมีจุดวาบไฟมากกว่า 100 องศาเซียลเซียส ทำให้เครื่องยนต์ดีเซลของรถบางรุ่นหรือรถยนต์ที่เก่ามาก ๆ ไม่เหมาะที่จะใช้น้ำมันทางเลือกชนิดนี้ ทางกระทรวงพลังงานเตรียมออกประกาศ ในวันที่ 1 ต.ค. 2563 นี้ เปลี่ยนชื่อน้ำมันดีเซล B10 เป็น ดีเซล

น้ำมันไบโอดีเซล B20

น้ำมันไบโอดีเซล B20 เป็นน้ำมันดีเซลที่ถูกปรับปรุงให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และมีราคาประหยัด โดยรถที่จะเติมน้ำมันไบโอดีเซล B20 ได้จะต้องเป็นรถที่ผ่านมาตรฐาน EURO 4 เท่านั้นจึงจะรองรับ โดยส่วนผสมหลักของน้ำมันชนิดนี้คือ ไบโอดีเซลเมทิลเอสเตอร์ (B100) ในอัตราส่วน 20% และน้ำมันดีเซล 80% แต่ในปัจจุบัน กรมธุรกิจพลังงานเตรียมยกเลิกการจำหน่าย ดีเซล B20 แล้วในอนาคต


เชื้อเพลิงอื่น ๆ เพิ่มเติม

แก๊ส LPG หรือแก๊สหุงต้ม 

เป็นแก๊สที่ได้จากกระบวนการแยกแก๊สธรรมชาติและกระบวนการกลั่นน้ำมันเป็นสารประกอบพวกไฮโดรคาร์บอน ประกอบด้วยแก๊สโพรเพน (Propane) และบิวเทน (Butane) เป็นส่วนประกอบหลัก มีคุณสมบัติหนักกว่าอากาศประมาณ 1.5 – 2 เท่า ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่เป็นพิษ จึงต้องเติมกลิ่นเหม็น (Ethyl Mercaptan) ลงไปเพื่อให้รู้ว่าแก๊สรั่ว ซึ่งอาจทำให้ติดไฟได้ และขยายตัวเมื่ออุณหภูมิสูง เมื่อมีการเผาไหม้จะมีมลภาวะต่ำกว่าน้ำมันแก๊ส NGV (Natural Gas for Vehicle: NGV) มีภาษาเชิงวิชาการว่า แก๊สซีเอ็นจี (Compressed Natural Gas: CNG)  คือ แก๊สธรรมชาติที่มี “มีเทน” เป็นส่วนประกอบหลักและถูกอัดจนมีความดันสูง ซึ่งในบางประเทศเรียกว่า “แก๊สธรรมชาติอัด” (ซีเอ็นจี) ซึ่งถูกอัดที่แรงดัน 200 bar หรือ 3,000 psi และถูกกักเก็บไว้ในถังบรรจุแก๊สธรรมชาติอัดที่ถูกผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษให้สามารถรองรับแรงดันได้ โดยมีสภาพเป็นแก๊สหรือไอที่อุณหภูมิและความดันบรรยากาศ มีค่าความถ่วงจำเพาะต่ำกว่าอากาศ เมื่อเกิดการรั่วไหลจะฟุ้งกระจายไปตามบรรยากาศอย่างรวดเร็วเนื่องจากเบากว่าอากาศ จึงไม่มีการสะสมลุกไหม้บนพื้นราบ


เป็นอย่างไรกันบ้าง เมื่อทราบกันดีแล้วว่าน้ำมันเชื้อเพลิงคืออะไร มีกี่ประเภท ประเภทไหนที่เหมาะกับรถยนต์ของคุณ ก็ควรเติมน้ำมันให้ถูกกับรถยนต์ของเรา เพื่อประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์ได้เต็มกำลังในการขับเคลื่อนและรักษาเครื่องยนต์ให้มีประสิทธิภาพไปนาน ๆ


แหล่งข้อมูล